เดินธุดงค์ ณ ยอดดอยอินทนนท์(ครูสมาธิรุ่นที่ 26)


กราบนมัสการพระธรรมมงคลญาณ  พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์  สิรินธฺโร

และขอกล่าวสวัสดีมวลมิตรที่ติดตามบล็อกนี้อยู่ ผู้เขียนห่างหายจากการอัพบล็อกไปหลายวันพอสมควร  เนื่องจากติดภาระกิจในการเดินธุดงค์บนยอดดอยอินทนนท์  ซึ่งถือเป็นการสอบภาคปฏิบัติด่านสุดท้ายในหลักสูตรครูสมาธิ ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ โดยพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์  สิรินธฺโร  ผู้เขียนเป็นนักศึกษาครูสมาธิรุ่นที่ 26 ฉัพพีสติโม วิชาญาณ ณ สาขาที่ 17 วัดป่าหลวง อุดรธานี  การสอบปฏิบัติในครานี้  ถือว่าผู้เขียนได้สำเร็จหลักสูตรโดยบริบูรณ์แล้ว เหลือแต่เพียงการรับใบประกาศนียบัตรในต้นเดือนเมษายน 2554 นี้เท่านั้น

กำหนดการสอบภาคปฏิบัติเดินธุดงค์ในครั้งนี้ คือวันที่ 9 – 12 ธ.ค. 2553  (4 วัน 3 คืน) ข้ามเขา 17 ลูก เป็นการเดินธุดงค์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในพระราชวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  83 พรรษา ซึ่งหลวงพ่อวิริยังค์  สิรินธฺโร ท่านได้มอบหมายให้  ท่านพระครูปลัดสุพล  ขันติพโล ผู้อำนวยการสถาบันพลังจิตตานุภาพเป็นผู้นำเดินธุดงค์แทนท่าน  เนื่องจากพระอาจารย์หลวงพ่อต้องเข้ารับการผ่าตัดลอกตาที่จังหวัดเชียงราย  จึงไม่อาจมานำเดินธุดงค์ได้ด้วยตัวของท่านเอง  และในครั้งนี้สมาชิกของสถาบันพลังจิตตานุภาพเข้าร่วมเดินธุดงค์ราว 2,000 คน จาก 24 สาขาทั่วประเทศไทย  ซึ่งนับวันจำนวนนักศึกษาจะมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี  สำหรับตัวผู้เขียนจัดอยู่ในกลุ่มที่ 9 จากจำนวนทั้งสิ้น 39 กลุ่ม ทั่วประเทศ  ซึ่งผู้เขียนกับสามีเรียนในรุ่นเดียวกันและได้อยู่กลุ่มเดียวกันอีกทั้งเป็นคู่บัดดี้กันด้วย

พิธีการจะเริ่มต้นที่ ณ จุดรวมแรกคือ วัดเทพเจติยาจารย์ ณ จุดนี้จะทำพิธีปฏิญาณตนธุดงค์  ซึ่งจะต้องสมาทานธุดงค์จำนวน 3 ข้อด้วยกัน  พร้อมกันนี้ทางคณะกรรมการกลางจะต้องทำการจัดแบ่งกลุ่มและจัดแถวเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการเดิน  เพราะต้องเดินเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งเท่านั้น  และปล่อยให้เดินทีละกลุ่มติดตามกันไป  เพราะฉะนั้นเวลามองไปที่คณะนักศึกษาจะแลเห็นเป็นลักษณะของแถวที่ยาวคดเคี้ยวไปตามแนวเส้นทางของภูเขา

ในคราแรกนั้น  ผู้เขียนมีความกังวลในเรื่องของอากาศหนาว  เพราะที่นั่นเป็นดอยที่สูงที่สุดและมีความหนาวเย็นมาก อีกทั้งกังวลในเรื่องของความเหนื่อยล้าจากการเดิน  เพราะต้องขอยอมรับอย่างไม่อายเลยว่าตัวผู้เขียนเองเป็นพวกเดินไม่ทนเอาเสียเลย  ให้นึกหวั่นอยู่ในใจ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เขียนมีกำลังใจเกินร้อยจึงไม่ได้ทำให้หวาดหวั่นมากนัก  อีกทั้งมั่นใจและศรัทธาในบารมีของพระอาจารย์หลวงพ่อ  จึงทำให้มีกำลังใจเพิ่มเป็นเท่าทวี  พอได้ไปสัมผัสบรรยากาศเข้าจริงๆแล้ว เชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีความหนาวเย็นเกินเลย  หากแต่เป็นอากาศที่เย็นสบายกำลังดี  ที่สำคัญจากที่ใครก็หวั่นในเรื่องของแสงแดดยามหนาวที่ว่ากันว่าจัดนัก  ตอบได้เลยว่าหมดห่วงค่ะ  เพราะตลอดเวลาที่เดินธุดงค์บรรยากาศนั้นดีเหลือหลาย  แดดร่มครึ้มเย็นสบายมาก  ถามว่าเหนื่อยหรือไม่ ก็ตอบว่าเหนื่อย แต่ไม่มาก เพราะผู้เขียนจะนึกพุทโธๆๆ ในใจไปตลอดการเดิน  และพอถึงที่นั่งพัก  พระครูปลัดสุพล  ท่านจะพาสวดลักขีหรืออิติปิโส 9 จบ  ช่างเป็นการผ่อนคลายความเหนื่อยล้าได้อย่างน่าอัศจรรย์  และที่สำคัญคือระหว่างการเดินทางนั้น  มีสายฝนเม็ดเล็กๆ โปรยปรายมาประพรมให้คณะครูสมาธิได้เย็นกายเย็นใจเป็นที่อัศจรรย์  และทุกครั้งที่ทำการสวดลักขี  สายฝนจะโปรยลงมาเป็นที่น่าปิติยินดียิ่งนัก

ในช่วงหกโมงเช้าและหกโมงเย็นของทุกวัน  ท่านพระครูปลัดสุพล  จะนำพาคณะครูสมาธิทำการสวดมนต์และนั่งสมาธิ ณ ลานหินของน้ำตก บรรยากาศเรียกได้ว่าอุตุสัปปายะเป็นอย่างยิ่ง  ลมเย็นสบายกอรปกับเสียงน้ำตกไหลซัดสาดกระทบโสต  อากาศบริสุทธิ์ยิ่งนัก  การกินอยู่เป็นไปอย่างง่ายดาย  ชามข้าวที่ทุกคนนำติดตัวมาจะทำหน้าที่เป็นทั้งชามใส่ข้าว  เป็นทั้งขันอาบน้ำไปในตัว  ก่อนจะเดินทางนั้นผู้เขียนคิดไว้ว่าคงจะไม่อาบน้ำ เพราะรู้สึกว่าคงไม่เป็นการสะดวกอย่างแน่นอนที่ต้องนุ่งผ้าถุงกระโจมอกลงไปอาบน้ำตกโครมๆ เป็นที่กระดากอายเพราะไม่คุ้นชิน  แต่ปรากฏว่า  ด้วยการเดินทางที่เมื่อยล้าและเหงื่อออกมาก  ทำให้เปลี่ยนใจทันทีเมื่อเห็นน้ำตกไหลซาบซ่าน  พลันที่เท้าลงจุ่มผืนน้ำ  ความเย็นของน้ำซ่านกระทบผิวกายสดชื่นยิ่งนัก  ทำให้ความเมื่อยล้าที่เพิ่งผ่านมานั้นมลายสิ้นในบัดดลดุจได้น้ำทิพย์ชโลมหลั่งรดกาย  ในส่วนของห้องส้วม..คงต้องเรียกอย่างนี้จึงถูกต้อง  ทางคณะครูพี่เลี้ยงจะขุดเป็นหลุมลึก  ใช้ที่นั่งสามขาครอบลงไปและใช้ถุงดำผูกไว้อีกทีเพื่อรองรับสิ่งปฏิกูล  แล้วใช้กระโจมทรงสามเหลี่ยมสูงครอบปิดอีกที  ส้วมนี้ใช้รวมกันทั้งชายหญิง  ไม่มีน้ำให้ราด  ต้องใช้กระดาษชำระที่ได้รับแจกมาเช็ดทำความสะอาดเอา  ใครที่ไม่ชินกับอะไรแบบนี้คงได้ปวดเศียรเวียนหน้ากันไปอาจถึงขึ้นอาเจียน  เพราะไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร  แต่สำหรับผู้เขียนพอรับได้อีกทั้งเข้าใจในสัจธรรมว่านั่นเป็นธรรมดาโลก  ของเสียนั่นก็มาจากร่างกายเราโดยแท้

การหลับนอน….ทางคณะครูพี่เลี้ยงจะดำเนินการในเรื่องของเต้นท์  ซึ่งจะนอนหนึ่งคนต่อหนึ่งเต้นท์ ห้ามเข้าไปในเต้นท์ผู้อื่นเป็นเด็ดขาดถือเป็นข้อห้ามของการสอบ  เต้นท์จะถูกกางบนพื้นหินพื้นดิน  แล้วแต่ว่าใครจะโดนตรงไหน  บ้างเจอเข้ากับตอไม้  บ้างเจอเข้ากับหินแหลม  ต้องใช้ความระมัดระวังในการนอน  บ้างก็เป็นที่ลาดเวลานอนตื่นขึ้นมาก็จะพบว่าตัวเองไหลลงไปกองอยู่อีกฟากของเต้นท์ ขำขันไปอีกแบบ  ผู้เขียนเองในวันแรกพื้นที่ดีหน่อย พอเข้าวันที่สองเรื่มตะปุ่มตะป่ำมากขึ้น ลาดชันมากขึ้นแต่ก็ยังไม่เท่าวันที่สาม  เพราะทั้งลาดชันและมีตอไม้ที่ค่อนข้างแหลมอยู่กลางพื้นเต้นท์เลยต้องนอนระมัดระวังเสียหน่อย แล้วนอนๆไปยังไม่ทันจะหลับดีก็รู้สึกว่าตัวไหลลงมาอีกฟากของเต้นท์เพราะความลาดชันของพื้นที่นอน  ได้บรรยากาศดีจริงๆ แล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เพราะเป็นข้อห้าม  ถูกจัดให้นอนตรงไหนก็คือตรงนั้น  ต้องปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัดด้วยเพราะได้สมาทานธุดงค์ไปแล้ว ก็เท่ากับเป็นการปฏิญาณตนไปแล้ว…ปลงดีแท้

นอกจากการปฏิบัติสมาธิสวดมนต์แล้ว  สิ่งที่ผู้เขียนได้พบอีกประการหนึ่งคือความสามัคคี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันของสมาชิก  เพราะในรุ่นเดียวกันจะมีผู้เรียนหลากหลายวัย  และของสาขาที่ผู้เขียนเรียนนั้น  ไม่ค่อยมีวัยหนุ่มสาวนัก  โดยมากแล้วจะเป็นรุ่นพ่อแม่ตายายเป็นส่วนใหญ่  ฉะนั้นเวลาเดินนอกจากจะต้องดูแลตัวเองให้ดีแล้ว  จึงได้ดูแลผู้อื่นด้วย  ให้ความช่วยเหลือฉุดดึงพร้อมทั้งพยุงคนสูงวัยให้ก้าวเดินร่วมกันไปเป็นหมู่คณะ  ได้ประโยชน์หลายทางจริงๆ สมแล้วที่ความสามัคคีและความมีเมตตา จะเป็นสองในห้าข้อของคำปฏิญาณตนของสถาบัน  ทางคณะพี่เลี้ยงและทีมงานทุกฝ่ายล้วนแล้วแต่สอดประสานทำงานกันเป็นทีมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นอย่างดี  เรียกได้ว่าไม่มีขาดตกบกพร่อง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยได้รับการถวายคำแนะนำว่า….หากอยากเรียนรู้เรื่องสมาธิจากพระสุปฏิปันโนที่เจนในเรื่องสมาธิต้องไปพบ หลวงพ่อวิริยังค์  สิรินธฺโร….พระองค์ท่านได้รับสั่งกับพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ว่า…จะทำอย่างไร  ให้การปฏิบัติสมาธิเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป….ดังนี้แล้ว  จึงได้เกิดหลักสูตรครูสมาธินี้ขึ้นมา  กอรปกับที่พระอาจารย์หลวงพ่อได้อาพาธจนหมดทางรักษาทางการแพทย์แล้ว  ท่านได้ฝากวัดธรรมมงคลไว้กับพระรูปหนึ่งพร้อมกล่าวในทำนองว่าจะไปละสังขารที่ดอยอินทนนท์ และในครานั้นเองหลวงพ่อได้เดินธุดงค์ขึ้นไปบนดอยโดยลำพัง  และปฏิบัติสมาธิเพื่อรักษาตัวเองจนกระทั่งหายขาดจากโรคร้าย  จึงเป็นที่มาของการเขียนหลักสูตรครูสมาธิขึ้นเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาและปฏิบัติอย่างง่ายและได้ประโยชน์มหาศาลสมดั่งความปรารถนาของหลวงพ่อและตามพระราชกระแสรับสั่งขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในคืนสุดท้ายมีพิธีจุดเทียนชัยเพื่อสวดมนต์ถวายพระพรแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นการแผ่กุศลจิตไปยังพระอาจารย์หลวงพ่อ  พ่อแม่พี่น้อง ญาติมิตร  ครูอาจารย์ เทพยดาฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทุกภพชาติ  ถือเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง  ภาพของแสงเทียนนับพันส่องประกายนวลตาสวยงามจนบรรยายไม่ถูก  สายฝนก็โปรยลงมาเป็นเม็ดบางๆ ยังความปลื้มปิติมาสู่ใจคณะครูสมาธิทุกผู้นามเป็นล้นพ้น

ในช่วงเช้าของวันที่ 12 ธ.ค. เมื่อเดินลงจากยอดดอยแล้ว  มีพิธีปัจฉิมนิเทศน์ ณ ลานโพธิ์ วัดเทพเจติยาจารย์  โดยพระครูปลัดสุพล  ขันติพโล เป็นผู้กล่าวให้โอวาทแก่คณะลูกศิษย์  เป็นการจบหลักสูตรครูสมาธิรุ่นที่ 26 ฉัพพีสติโม วิชาญาณ โดยบริบูรณ์ และในการนี้ท่านพระครูได้กล่าวให้คณะลูกศิษย์เป็นที่ปลาบปลื้มคือ…ครูสมาธิรุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีอะไรพิเศษหลายอย่างเกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นฝนที่โปรยปรายบางๆขณะเดินธุดงค์ เพราะตลอดมาทุกรุ่นไม่เคยมีปรากฏการณ์นี้  อีกทั้ง แดดร่มลมตก  อากาศครึ้มเย็นผิดกับหน้าหนาวโดยปกติที่แดดช่วงกลางวันจะจัดมากจนแสบผิวกาย  ที่สำคัญมีเมฆหมอกคลอเคลียบนยอดดอย  หมอกพุ่งลอยขึ้นในขณะมีพิธีปัจฉิมนิเทศน์  ดุจเป็นการสดุดีในความความสำเร็จ…..จบพิธีปัจฉิมนิเทศน์อันศักดิ์สิทธิ์  จบหลักสูตรโดยบริบูรณ์แล้ว

สุดท้ายนี้ขอกราบสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ขอบพระคุณพะรอาจารย์หลวงพ่อผู้ให้กำเนิดหลักสูตรครูสมาธิ  พระครูปลัดสุพล  ขันติพโล  พระครูธีระธรรมสาร  คณะกรรมการ คณะครูพี่เลี้ยงทุกท่านที่ทำให้การเดินธุดงค์ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยสวัสดี และมีข่าวที่น่ายินดีคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนา เลื่อน และแต่งตั้งสมณศักดิ์ พระเถรานุเถระ ประจำปีพุทธศักราช 2553 จำนวน 67 รูป  เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 5 ธันวาคม 2553 พระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์) วัดธรรมมงคล ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น  พระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมมงคลญาณ (ฝ่ายวิปัสสนา)  สาธุ  สาธุ  สาธุ _/\_


About these ads

4 comments on “เดินธุดงค์ ณ ยอดดอยอินทนนท์(ครูสมาธิรุ่นที่ 26)

  1. สาธุครับ…
    ผมเรียนรุ่นที่ 27 ขึ้นดอย 24 มีนาคม 54
    จะมีใครสนใจเดินจากวัดธรรมมงคลไปดอยอินทนนท์กับไหมครับ
    เริ่มเดิน 19 กุมภาพันธ์ 54 ครับ

    • ^___^ สาธุเช่นกันค่ะ ยินดีที่ได้พบสหธรรมิกอีกท่านหนึ่งค่ะ แถมเป็นศิษย์พระอาจารย์หลวงพ่อเหมือนกันเสียด้วย

      โอ้..ได้ยินว่าจะเริ่มออกเดินจากวัดธรรมมงคลตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.นี้ เป็นอะไรที่อัศจรรย์ค่ะ ไม่ทราบว่ารายละเอียดเป็นอย่างไรบ้าง เล่าให้ฟังบ้างนะคะคุณ kittitanasorn

      ถ้าหากตัวเองไม่พลาดโอกาสในการเป็นพี่เลี้ยงครูสมาธิขึ้นธุดงค์ครั้งนี้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้พบกันนะคะ ^^

      สาธุ อนุโมทามิกับคุณค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s